Choat's profileจิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยท่...PhotosBlogListsMore Tools Help

จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยท่า

จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยท่า
Photo 1 of 5
This person's network is empty (or maybe they're keeping it private).
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
หนูเตือน ขันทองคำwrote:
ยินดีที่ได้รู้จัก เราคงจะได้คุยในโอกาสหน้านะค่ะ
June 17

Choat TonFamily

Occupation
Location
Interests
มาสนใจสุขภาพกันเถอะ
No content has been added yet.

มุมมองขาวกับดำ

 

 

 

เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา ซึ่งเป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว

เศรษฐีบอกชาวนาว่า "ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า จะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้"    แต่ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐีบอกว่า "ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวนกรวดใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย"    ชาวนาตกลง

เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ 

เธอจะทำอย่างไร?
หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็จะยังคงเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน

เราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้อย่างขาวกับดำเสมอไป ในทางตรงข้าม หากเราลองมองต่างมุม จะพบว่าหนทางการแก้ปัญหามีมากกว่าหนึ่งสายเสมอ และการยืดหยุ่นพลิกแพลงไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่ง บางครั้งในการแก้ปัญหา เราอาจต้องสร้างเครื่องมือในการแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่

หากแต่โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สีขาวกับดำ

ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาวของสวนกรวด เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยว่า "ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร"

ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ "...ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว" ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น

หากเราพยายามมากพอที่จะแก้ไขปัญหา เราจะพบว่าทุกปัญหาย่อมมีวิถีทางแก้ไขเสมอ

เรื่องยังไม่จบ....

ระหว่างเดินทางกลับบ้านอย่างโล่งอกโล่งใจชาวนาบอกกับลูกสาวว่า "เวลานั้นพ่อคิดว่าเจ้าจะกล่าวว่า ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าหนี้ ขอให้ท่านเป้นผู้เลือกหินทิ้งไปก้อนนึง ที่เหลือให้ถือว่าเป็นก้อนที่ฉันหยิบได้"

และถ้าเป็นเช่นนั้นเศรษฐีก็จะต้องหยิบสีดำขึ้นมา ทำให้ลูกที่เหลือต้องเป็นสีขาว

บานเย็นเพื่อนแดง

ปลูกพืชกับ EM



วัสดุที่ใช้

1. EM ขยาย
2. EM โบกาฉิ หรือ ปุ๋ยคอกหมัก
3. สารเสริม เช่น EM5 ฮอร์โมนผลไม้ EM F.P.E.
พืช อาศัยอาหารจากดิน อาหารในดินก็คือ ซากพืช ซากสัตว์ ที่ผ่านการย่อยของจุลินทรีย์แล้ว ดังนั้นแปลงปลูกพืชจะต้องยึดหลัก 3 ประการ
1. การคลุมดิน ช่วยให้รักษาความชื้น ป้องกันวัชพืช และกลายเป็นปุ๋ย
- แปลงเพาะปลูกพืชผัก ต้องคลุม แปลง
- ในสวนไม้ผล จัดหาหญ้า ฟาง ใบไม้ใส่ หากมีหญ้า ก็ตัดคลุมดิน ถ้าไม่ตัดก็ปล่อยไว้ ไม่ควรใช้ยาฆ่าหญ้า
- ในไร่ ในนา ปล่อยหญ้าฟางไว้ ไม่ควรเผา หรือกำจัด ใช้วิธีไถเพื่อกำจัด จะกลายไปเป็นปุ๋ย
2. ไม่ไถพรวน ยกเว้น
- เพื่อการกำจัดวัชพืช
- เพื่อการยกแปลงใหม่
จะทำไร่ ทำนา หญ้าในแปลงมากมายเป็นเรื่องดี ใส่ EM โบกาฉิ พ่น EM แล้วไถพรวน หญ้าจะถูกย่อยเป็นปุ๋ย หรือไถแล้วยกแปลงเพื่อการปลูกผัก ข้าวโพด มัน อ้อย และอื่นๆ ที่ปลูกบนแปลง
3. งดเคมี หากไม่งดจะทำให้การพัฒนาดินเป็นไปได้ช้า เพราะ
- เคมีทำให้ดินแข็ง
- EM ทำให้ดินร่วน
หากใช้ร่วมกับเคมีอยู่เสมอๆ ดินจะไม่พัฒนา ผลผลิตจะไม่เพิ่ม ปัญหาโรค และแมลงศัตรูพืชแก้ไม่ได้โดยวิธีธรรมชาติ

การปลูกผัก

1. การเตรียมแปลง
- ยกแปลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
- ใส่ EM โบกาฉิหรือปุ๋ยคอกหมัก ตารางเมตรละ 1-2 กำมือ
- ใช้จอบสับให้ปุ๋ยเข้ากับดินก่อน คลุมแปลงด้วยหญ้า ฟางแห้ง
- รด EM (EM ขยาย + กากน้ำตาล + น้ำ อัตราส่วน 1 : 1 : 1,000) ให้เปียกโดยทั่ว หมักไว้ก่อนไม่น้อยกว่า 7 วัน แล้วนำผักมาปลูก
2. การปลูก
- ปลูกด้วยเมล็ด เปิดฟางคลุมแปลงออก หยอดหรือโรยเป็นแถว แล้วคลุมฟางเหมือนเดิม ปลูกด้วยกล้าแหวกฟางปลูก แล้วทำร่มด้วย
ดูแลให้น้ำ EM5 , EM และ EM F.P.E. สม่ำเสมอ
3. การดูแล
- ให้น้ำเช้า-เย็น ผสม EM ในน้ำที่ให้ ทุก 3 วัน
- พ่น EM5 หรือ EM F.P.E. เสมอๆ ทุก 5 วัน
ผักรากยาว เช่น แครอท ผักกาดหัว การเตรียมแปลงควรแหวะท้องหมู หรือขุดแปลงเป็นรูปตัว V ใส่อินทรียวัตถุ EM โบกาฉิ และรด EM ก่อนยกแปลง แล้วดำเนินการดังกล่าวมาข้างต้นอีกครั้ง

การปลูกไม้ผล

ไม้ผล หรือไม้ยืนต้นอื่นๆ เช่น ยางพารา ปาล์ม ฯลฯ การเพาะปลูกและการดูแลก็คล้ายกัน เพียงแต่ว่าไม้ที่ประสงค์ดอกผล ใช้ EM โบกาฉิมูลสัตว์ (ไก่ สุกร นก) จะได้ผลดี และให้ฮอร์โมนเพิ่มเติมด้วย ไม้กำลังเจริญ หรือไม้ไม่ต้องการผล ควรใช้ปุ๋ยคอกหมัก แต่ถ้าหากใช้ EM โบกาฉิมูลสัตว์ ให้ใส่วัชพืชคลุมดินมากๆ พ่น EM F.P.E. เสมอๆ ไม้ผลขอแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ
1. ระยะเจริญ
- คลุมดินให้สม่ำเสมอ
- ใส่ EM โบกาฉิทุกเดือน หากมีน้ำหรือมีความชื้น
- พ่น EM5 และ EM F.P.E. เสมอๆ
2. ระยะให้ผลผลิต ใส่ EM โบกาฉิมูลสัตว์ ประมาณปีละ 4 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ระยะหลังเก็บผลผลิต ควรพ่น EM ด้วย
ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกประมาณ 3 เดือน แต่ต้องมีน้ำให้ด้วย
ครั้งที่ 3 ก่อนผลิดอก
ครั้งที่ 4 เมื่อติดผลเล็กๆ
ยกเว้นลำไย ระยะที่ 3-4 ให้เมื่อมีผลเล็กๆ และเมล็ดเริ่มดำ
ข้อควรจำ
- ใส่ EM โบกาฉิทุกครั้ง ต้องพ่นด้วย EM ขยาย กากน้ำตาล ผสมน้ำ (1 : 1 : 1,000) เสมอ
- ไม้ที่ให้ผลผลิตทั้งปี ใส่ EM โบกาฉิทุกเดือน ให้ฮอร์โมนทุก 15 วัน ตลอด ไปรวมทั้ง EM F.P.E. ด้วย

พืชไร่

พืชไร่ เป็นการเตรียมแปลงที่มีขนาดใหญ่ ต้องใช้ความพยายามดำเนินการ ดังนี้
1. หากมีวัชพืชสูงควรตัดก่อนป่นลงบนแปลง
2. ใช้ EM โบกาฉิไร่ละ 100-200 กิโลกรัม
3. พ่น EM ขยาย กากน้ำตาล ผสมน้ำ (1 : 1 : 1,000)
4. ไถ-พรวน หมักไว้ 10-15 วัน พรวนอีกครั้ง
5. ปลูกได้

การดูแล
1. พ่น EM ทุกเดือน
2. พ่น EM5, EM F.P.E. ทุก 15 วัน
3. พืชไร่ที่ต้องการผล, ฝัก เมื่อเริ่มมีช่อดอกให้พ่นฮอร์โมนผลไม้ด้วย ทุก 10-15 วัน ตลอดไปจนกระทั่งติดผลเล็กๆ ยกเว้นพืชที่มีดอกผลตลอดปี ก็จะพ่นตลอดไปเช่นกัน เช่น พริก มะเขือ
พืชไร่บางชนิด ให้ผลผลิตสูง คือ มีผลโต เช่น แตง ฟักทอง แคนตาลูป หลุมปลูกต้องรองก้นหลุมด้วยหญ้าฟาง มูลสัตว์ EM โบกาฉิ และ EM ก่อนปิดแปลง หรือปิดหลุม หมักไว้ก่อน 7 วัน จึงนำพันธุ์มาปลูก เริ่มผลิดอก ใช้ EM โบกาฉิ ทุก 15 วัน และเพิ่มมากขึ้นเมื่อติดผล

การรองก้นหลุม ทำได้ 2 ลักษณะ คือ
1. ขุดเป็นหลุมเฉพาะต้น ก็จะรองก้นหลุมเฉพาะต้น
2. ขุดเป็นร่องลึกยาว ใส่วัชพืช มูลสัตว์ EM โบกาฉิ EM แล้วชักร่องปิด เพื่อปลูกบนแปลงอีกครั้งหนึ่ง

การทำนา

อุปกรณ์
1. EM ขยาย 10 ลิตร/ไร่
2. EM โบกาฉิ 100 ก.ก./ไร่
อาจมีการใช้ EM F.P.E. หรือ EM5 ฉีดพ่นประมาณเดือนละ 2 ครั้ง
การทำนาในอดีตจะมีการไถนา 2 ครั้ง คือ ไถดะและไถแปร ไถดะเพื่อกำจัดวัชพืชที่เป็นต้น เร่งให้เมล็ดพืชงอก จึงมีการไถแปรอีกครั้ง ห่างจากระยะแรกประมาณ 20-25 วัน
การทำนาโดยการใช้เทคโนโลยี EM ก็ดำเนินการเช่นกัน แต่เพิ่มกระบวนการสร้างจุลินทรีย์ในดินก่อน ดังนี้
1. หว่าน EM โบกาฉิ ไร่ละ 100 กิโลกรัม
2. พ่น EM ขยาย ไร่ละ 10 ลิตร ผสมน้ำ 500 เท่า (ถ้าดินแห้งผสมน้ำ 1,000 เท่า)
3. ไถดะ (การไถครั้งแรก) หากพรวนด้วยจะดีมาก เป็นการไถเพื่อกลบวัชพืชให้จุลินทรีย์ใน EM ย่อย และเร่งให้เมล็ดวัชพืชงอก หมักไว้ 20-25 วัน
4. ไถแปร เป็นการกำจัดวัชพืชที่งอกใหม่ และเพื่อทำเทือก หว่านหรือดำ หรือหยอด ตามถนัดของเกษตรกร
5. หลังเพาะปลูก พ่น EM ขยายผสมน้ำ 500 เท่า ทุกเดือน (ประมาณ 2 ครั้งต่อรุ่น)

ข้อสังเกต
1. ข้าวธรรมชาติจะเจริญช้า มั่นคง และแข็งแรง
2. แม้ถึงอายุเกี่ยว หากมีความชื้น ข้าวจะไม่ตาย ใบและต้นยังเขียว หากรวงเหลืองก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ เมล็ดลีบมีต่ำมาก เพราะต้นข้าวไม่ตาย
3. แปลงเพาะกล้าในนาดำ ไม่ควรใส่ EM โบกาฉิก่อนไถ ทำเทือกแล้วจึงใส่ และพ่น EM เพื่อให้รากลอย ถอนง่าย
4. ไม่ควรใส่ EM โบกาฉิหลังปลูกข้าวแล้ว จะทำให้รากลอย ล้มง่าย หากจำเป็นให้ใส่ในระยะข้าวแตกกอ หรือก่อนออกรวง

จาก : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pets-tree&month=07-2007&date=26&group=5&gblog=2

การทำ EM หรือ ปุ๋ยหมัก ชีวภาพ ไว้ใช้เองแบบง่ายๆ ประหยัด


ถ้าหากท่านใด สนใจอยากทำปุ๋ยชีวภาพ แบบง่ายๆ ประหยัด และสามารถทำได้เอง ก็ทดลองหรือศึกษาข้อมูลได้นะคะ เพราะเศษอาหารหรือผัก ผลไม้ จากครัวเรือน ก็สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แบบง่ายๆ ซึ่งจะมีหลายวิธีดังนี้นะคะ

การขยายจุลินทรีย์ EM

1. จุลินทรีย์ EM 2 ช้อนโต๊ะ
2. กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำสะอาด 1 ลิตร

วิธีทำ
ผสมจุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล และน้ำเข้าด้วยกัน ใส่ขวดพลาสติกชนิดฝาเกลียวปิดฝาให้แน่น เก็บไว้ 3 – 5 วัน
จะเป็นหัวเชื้อขยายเป็นการนำจุลินทรีย์มาขยายให้ได้จำนวนมาก ลดต้นทุนนำไปใช้หรือขยายต่อได้อีก
( เก็บไว้ได้นาน 3 เดือน)
วิธีใช้
ใช้ทำปุ๋ยน้ำ ฮอร์โมน สารไล่แมลง และปุ๋ยแห้ง ฯลฯ
หมายเหตุ
1 แก้ว ประมาณ 250 ซีซี
2 ช้อนโต๊ะ ประมาณ 10 ซีซี

การทำฮอร์โมนผลไม้

1. มะละกอสุก 2 กก.
2. ฟักทองแก่จัด 2 กก.
3 . กล้วยน้ำว้าสุก 2 กก.
4. จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
5. กากน้ำตาล 1 แก้ว
6. น้ำสะอาด 1 ถัง หรือ 10 ลิตร
วิธีทำ
สับมะละกอ ฟักทอง กล้วยทั้งเปลือกและเมล็ดให้เข้ากันผสม EM และกากน้ำตาล อย่างละ 1 แก้ว ใส่น้ำ
10 ลิตร หรือ 1 ถัง คนให้เข้ากันปิดฝาให้แน่น หมักไว้ 7 – 8 วัน เปิดก๊อกแล้วกรองใส่ขวดเก็บได้นาน 3 เดือน
วิธีใช้
4 – 5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตรหรือถัง 1 ถัง ฉีด พ่น ราด จะทำให้ดอกติด ผลดก ขนาดโต น้ำหนักดี
รสชาติอร่อย

การทำปุ๋ยน้ำ (ใช้ทันที)

1. จุลินทรีย์ EM 2 ช้อนโต๊ะ
2. กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำสะอาด 1 ลิตร หรือ 1 ถัง
วิธีทำ
นำจุลินทรีย์ EM และกาน้ำตาลผสมในน้ำให้เข้ากัน
วิธีใช้
พืช ผัก ใช้ ฉีด พ่น รด ราด ทุก 3 วัน ไม้ดอกไม้ผล พืชสวน ฉีด พ่น ทุก 7 วัน เดือนละ 1 – 2 ครั้ง
ใช้ให้หมดภายใน 1 วัน หากไม่หมดให้นำไปราดห้องน้ำ ล้างพื้นซีเมนต์หรือเทลงท่อระบายน้ำ

สูตรไล่แมลง ( สุโตจู , EM 5)

1. จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
2. กากน้ำตาล 1 แก้ว
3. น้ำสมสายชู 5% 1 แก้ว
4. เหล้าขาว 28 – 40 ดีกรี 2 แก้ว
5. น้ำสะอาด 10 ลิตร
วิธีทำ
นำส่วนผสมมาผสมให้เข้ากัน ใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิท หมักไว้ 7 – 10 วัน เขย่าถังเบาๆ ทุกวันและเปิดฝานิดๆ
ให้ก๊าซระบายออก ครบกำหนดเก็บใส่ขวดพลาสติกเก็บไว้ใช้ได้นาน 3 เดือน
วิธีใช้
4 – 5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีด พ่น รด ราด พืชผัก ไม้ใบ ไม้ดอก พืชสวน ทุกสัปดาห์

สูตรไล่หอย , เพลี้ยไฟ

1. ยอดยูคาลิปตัส 2 กก.
2. ยอดสะเดา 20 ยอด หรือ 2 กก.
3. ข่าแก่ 2 กก.
4. บอระเพ็ด 2 กก.
5. จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
6. กากน้ำตาล 1 แก้ว

วิธีทำ
นำยอดยูคาลิปตัส ยอดสะเดา ข่าแก่ และบอระเพ็ด แต่ละอย่างแยกกันใส่ปิ๊บ ใส่น้ำให้เต็ม ต้มให้เหลือน้ำ
อย่างละครึ่งปิ๊บ ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาเทรวมกันในถังใหญ่หรือโอ่ง ใส่จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว

วิธีใช้
ใช้แก้วผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีด พ่น รด ในแปลง ผัก พืช ในนาข้าว ป้องกันใบข้าวไหม้ด้วย

การทำปุ๋ยแห้ง (โบกาฉิ)

1. มูลสัตว์ (ทุกชนิด) 1 ส่วน ( กระสอบ)
2. แกลบดิบ 1 ส่วน ( กระสอบ)
3. รำละเอียด 1 ส่วน ( กระสอบ)
4. จุลินทรีย์ EM 20 ซีซี (2 ช้อนโต๊ะ)
5. กากน้ำตาล 20 ซีซี (2 ช้อนโต๊ะ)
6. น้ำสะอาด 10 ลิตร หรือ 1 ถัง

วิธีทำ
ขั้นที่ 1 เตรียมจุลินทรีย์ EM , กากน้ำตาล , น้ำสะอาด , ผสมไว้ในถังน้ำ
ขั้นที่ 2 นำมูลสัตว์ + รำละเอียดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ขั้นที่ 3 นำแกลบดิบใส่ลงในน้ำที่ขยายจุลินทรีย์ EM ในขั้นที่ 1 จุ่มให้เปียกแล้วบีบพอหมาดๆ

นำมาคลุกกับส่วนผสม ขั้นที่ 2 ให้เข้ากันจะได้ความชื้น 40 – 50 %( กำแล้วไม่มีน้ำหยดจากง่ามมือ)
การหมัก เอาส่วนผสมทั้งหมดบรรจุลงในกระสอบป่าน , ถุงปุ๋ย ที่อากาศถ่ายเทได้ โดยบรรจุลงไป ? ของกระสอบไม่ต้องกดให้แน่น นำไปวางลงในที่มีฟางรอง เพื่อการระบายอากาศในส่วนส่วนล่างพลิกกลับกระสอบ ในวันที่ 2,3,4 ทุกๆ วัน ในวันที่ 2 – 3 อุณหภูมิ จะสูงถึง 50 0c – 60 0c วันที่ 4 และวันที่ 5 อุณหภูมิเย็นลงจนปกติตรวจดูไม่ให้อุณหภูมิเกิน 36 0c ปุ๋ยแห้งสนิทสามารถนำไปใช้ได้

การเก็บรักษา
เก็บรักษาเมื่อโบกาฉิแห้งสนิทควรเก็บรักษาในที่ร่ม ไม่โดนฝนและไม่โดนแดด สามารถเก็บรักษา
ได้นานประมาณ 1 ปี

วิธีใช้
1. ใช้ปุ๋ยแห้งในแปลงปลูกต้นไม้ทุกชนิดในอัตราส่วนปุ๋ยแห้ง 1 กำมือ/พื้นที่ 1 ตรม. แล้วทำการเพาะปลูกได้
2. พืชผักที่มีอายุเกิน 2 เดือน เช่น ฟักทอง , แตงกวา , ถั่วฝักยาว , กระหล่ำปลี ใช้ปุ๋ยแห้งรองก้นหลุมก่อนปลูกใช้ประมาณ 1 กำมือ
3. ไม้ยืนต้น , ไม้ผล ควรรองก้นหลุ่มด้วย เศษหญ้า – ใบไม้ ฟางแห้ง และปุ๋ยแห้งประมาณ 1 – 2 บุ้งกี๋ ส่วนไม้ยืนต้น , ไม้ผลที่ปลูกแล้วให้ใส่ปุ๋ยแห้ง ให้รอบทรงพุ่มแล้วคลุมด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง , ฟางแห้ง
4. ไม้ดอก , ไม้ประดับ , ไม้กระถาง ควรใส่ปุ๋ยแห้งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ รอบๆ โคนต้น

ข้อควรจำ
เมื่อใช้ปุ๋ยแห้ง (โบกาฉิ) ต้องใช้ปุ๋ยน้ำฉีดพ่นด้วยเสมอ เพื่อให้จุลินทรีย์ ที่พักตัวทำงานได้ดี

สูตรน้ำซาวข้าว

1. น้ำซาวข้าว (ประมาณ) 2 ลิตร
2. จุลินทรีย์ EM 1 ? ช้อนโต๊ะ
3. กากน้ำตาล 1 ช้อนชา
4. น้ำสะอาด ? แก้ว

วิธีทำ
1. น้ำซาวข้าว ( น้ำเพื่อล้างฝุ่นข้าวและส่งสกปรกออกก่อนนำไปหุง) ประมาณ 2 ลิตร หากไม่ถึงให้เติมน้ำสะอาดลงไปกรองด้วยผ้าขาวบางให้ใส
2. ผสมกากน้ำตาลที่ละลายน้ำเจือจางแล้ว 3 ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำซาวข้าวใส่จุลินทรีย์ EM 1 ? ช้อนโต๊ะ แล้วบรรจุ ในขวดพลาสติกชนิดฝาเกลียวปิดฝาให้สนิท
3. เก็บไว้ประมาณ 3 – 5 วัน น้ำที่ได้มีสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมจึงนำไปใช้

วิธีใช้
1. ใช้แทนผงซักฟอก โดยใช้สูตรน้ำซาวข้าว ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 20 แช่ผ้าทิ้งไว้ 1 คืน กรณีใช้เครื่องซักผ้าประมาณ 500 ซีซี วันรุ่งขึ้นซักน้ำสะอาด และน้ำผ้าตากให้แห้ง ผ้าจะสะอาดไม่มีกลิ่น ไม่กระด้าง รีดง่าย
2. ใช้เป็นสเปรย์ดับกลิ่น โดยนำสูตรน้ำซาวข้าว ใส่ขวดที่มีหัวฉีดเป็นละออง ดับกลิ่นเหม็นติดเสื้อผ้า กลิ่นอับในรถยนต์
3. ใช้ผสมน้ำถูพื้นบ้าน พื้นครัว ( อัตราส่วนตามความสกปรก)
4. กรณีมีตะกอนที่ก้นขวด ให้ใช้เฉพาะน้ำใสเท่านั้น
5. ใช้ให้หมดภายในเวลาประมาณ 3 – 5 วัน

สูตรสารไล่แมลง

1. ลูกยอสุก 1 กก.
2. จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
3. กากน้ำตาล 1 แก้ว

วิธีทำ
นำลูกยอสุกมาสับให้ละเอียด ใส่น้ำพอท่วมผสมจุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล คนให้เข้ากัน หมักไว้ 10 วัน พอได้ที่คั้นเอาแต่น้ำมาใช้

วิธีใช้
สารไล่แมลง 1 แก้ว ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีด พ่น รด ราด

วัตถุที่ใช้แทนกากน้ำตาล
- น้ำผึ้ง , น้ำตาลทรายแดง , นมสด
- น้ำผลไม้สดทุกชนิด เช่น น้ำมะพร้าว น้ำส้ม น้ำสับปะรด น้ำอ้อน ฯลฯ
- น้ำซาวข้าว
- น้ำปัสสาวะ
- ฯลฯ
เอาไปทดลอง ปรับปรุงใช้ได้ หรือหาอย่างอื่นมาเป็นส่วนผสมด้วยก็ได้ เช่น น้ำมะพร้าว เปลือกกุ้ง กระดองปู 3 อย่างข้างต้นเมื่อหมักแล้วจะได้สารจำพวก ไคโตซาน อยากรู้ว่าสารไคโตซานได้ประโยชน์อย่างไรลองเสิร์ซหาดูได้ค่ะ

*** สำหรับคนที่มีเศษอาหารสดในครัวเรือนมากมายต่อวัน
อย่าขุดฝังใต้โคนต้นไม้นะคะ เพราะจะเน่าเสีย นอกจากคุณจะมีพื้นที่บ้านมากพอ
อย่าโยนใส่รถขยะเทศบาล เพราะจะเน่าเสีย กว่ารถจะนำไปกลบฝังหรือบำบัดแบบอื่นๆ

กรุณาร่วมใจ ช่วยกันบำบัดสดครัวเรือน ด้วยการหมักเป็นปุ๋ยชีวภาพ
เศษอาหาร ผัก ผลไม้ ที่เหลือจากการบริโภค ทุกอย่าง ยกเว้นน้ำมัน
ใส่ถังหมัก หรือ ภาชนะ หรือแม้แต่ถุงดำหนาๆ
เติมน้ำตาล หรือ กากน้ำตาล และน้ำเปล่า ใช้สูตรการหมักโดยน้ำหนัก
เศษอาหาร 5 ส่วน ต่อกากน้ำตาล 1 ส่วน ต่อน้ำเปล่า 1 ส่วน เคล้าให้เข้ากัน
ปิดฝาถัง ตั้งไว้ในที่ร่ม อย่าให้โดดแดดส่อง เพราะจุลินทรีย์จะตาย
ฝาไม่ต้องปิดสนิท เพราะจะมีแก๊ซบางชนิดเกิดในระหว่างการหมัก
เติมเศษอาหารใหม่ได้ทุกวัน ใช้สูตรผสมตามเดิม
น้ำตาลเป็นส่วนสำคัญในการหมัก เพราะจุลินทรีย์ที่มีในถังหมัก ต้องกินน้ำตาล

น้ำปุ๋ยชีวภาพ ใช้ผสมน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ต่อน้ำ 1 ถัง ใช้รดน้ำต้นไม้ สัปดาห์ละสองครั้งกำลังดี
เพิ่มเติมค่ะ
ชนิดเข้มข้น ใช้ราดในโถส้วม ราดท้องร่อง หรือบริเวณน้ำขังเน่าเสีย
ชนิดเจือจางสามถึงห้าเท่า ใช้ราดดับกลิ่นมูลสัตว์ หรือผสมน้ำอาบสุนัข
ล้างคอกสัตว์เลี้ยง ดับกลิ่นต่างๆ

เนื้อปุ๋ย ใช้ผสมดิน 5 เท่า สำหรับปลูกผัก
หรือขุดหลุมฝังที่โคนต้นไม้

จาก คุณ pakeeranung (ผู้ให้ความรู้)

มะลิ

          มะลิ เป็นพืชดอก ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum sambac พบได้ในเอเชีย ดอกมีกลิ่นหอมเย็น คนไทยนิยมนำมาลอยน้ำเย็นเพื่อดื่ม
          มะลิ มีลักษณะต้นเป็นไม้พุ่ม ไม้เลื้อย และไม้รอเลื้อย ใบมีทั้งใบเดี่ยวและใบรวม การจัดเรียงตัวของใบมีทั้งแบบใบอยู่ตรงกันข้าม ใบแบบสลับกัน ดอกมีสีขาว กลีบดอกมีชั้นเดียวและหลายชั้น เป็นดอกเดี่ยวและดอกช่อดอกจะออกจากยอดหรือข้างกิ่งส่วนมากมีกลีบเลี้ยง 4-9 กลีบ กลีบดอกมี 4-9 กลีบ โดยปกติดอกจะเริ่มบานในเวลาบ่ายแล้วร่วงในวันรุ่งขึ้น มะลิจะให้ดอกมากในฤดูร้อนและฤดูฝนแล้วจะน้อยที่สุดในฤดูหนาว


มะลิ

พันธุ์มะลิ
          1. มะลิลา เป็นไม้รอเลื้อย กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดียวออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่ขอบเรียบ ดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก ดอกกลางบานก่อน กลีบดอกชั้นเดียว ปลายกลีบมน ดอกสีขาว มะลิชนิดนี้ จะใช้ในการเด็ดดอกขาย

ภาพ:Malilaa.jpg
มะลิลา

 

          2. มะลิลาซ้อน ลักษณะต้น ใบ อื่น ๆ คล้ายมะลิลา แต่ใบใหญ่กว่าดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก และดอกกลางบานก่อน เช่นกัน แต่มีดอกซ้อน 3-4 ชั้น ปลายกลีบมน

ภาพ:Mali flower.jpg
มะลิซ้อน


          3. มะลิถอด ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ทั้งต้น ใบ การจัดเรียงของใบ รูปแบบของใบคล้ายมะลิลาซ้อน แต่ใบเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อมี 3 ดอก ดอกซ้อนมากชั้นกว่า คือ 3-6 ชั้น ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมมาก ขนาดดอก 2.5-3.5 ซม.
          4. มะลิซ้อน ลักษณะทั่ว ๆ ไปคล้ายมะลิถอด และมะลิลาซ้อน แต่ใบมีลักษณะแคบกว่า ดอกออกเป็นช่อมี 3 ดอกเช่นกัน กลีบดอกซ้อน แต่ซ้อนกว่า 5 ชั้น แต่ละชั้นมีกลีบดอก 10 กลีบ ขึ้นไป ขนาดดอก 3-4 ซม. ดอกสีขาว กลิ่นหอมมาก
          5. มะลิพิกุล หรือมะลิฉัตร ลักษณะต่าง ๆ คล้ายกับ 4 ชนิดแรก ใบคล้ายมะลิซ้อนและมีคลื่นเล็กน้อย ดอกเป็นช่อ 3 ดอก ดอกซ้อนเป็นชั้น ๆ เห็นได้ชัด (คล้ายฉัตร) และดอกมีขนาดเล็กพอ ๆ กับดอกพิกุล ขนาดดอก 1-1.4 ซม. ดอกสีขาว กลิ่นหอม
          6. มะลิทะเล เป็นไม้รอเลื้อย ดอกเป็นกระจุก ๆ หนึ่ง มี 5-6 ดอก กลิ่นหอมฉุน
          7. มะลิพวง ลำต้นเป็นไม้พุ่ม กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขนเห็นเด่นชัดเช่นกัน ใบและรูปแบบตลอดจนการจัดเรียง คล้ายมะลิอื่น ๆ แต่ใบมีขนเห็นเด่นชัด ดอกออกเป็นช่อแน่น สีขาวกลีบดอกชั้นเดียว กลีบเล็กยาว ปลายแหลม ขนาดดอก 3-4.5 ซม. มีกลิ่นหอมมาก
          8. มะลิเลื้อย ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นดินยาวประมาณ 1 ฟุต ใบเล็กกว่าพันธุ์อื่นมาก
          9. มะลิวัลย์หรือมะลิป่า เป็นไม้เถาเลื้อย พาดต้นไม้อื่นหรือขึ้นร้าน ใบเล็กกว่าและยาวกว่ามะลิอื่น ๆ กลีบดอกเล็กยาว สีขาว กลิ่นหอมเย็นชืด
          10. พุทธิชาติ เป็นไม้รอเลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยวแต่ใบด้านล่างลดขนาดลงมากจนมีลักษณะคล้ายหูใบ ดอกเป็นช่อ ออกที่ปลายกิ่ง และข้างกิ่ง ดอกสีขาว ปลายกลีบมน ก้านดอกยาว
          11. ปันหยี ต้นเป็นไม้เลื้อยเช่นเดียวกับมะลิวัลย์ ใบเดี่ยว การออกของใบเช่นเดียวกันแต่ใบมีขนาดใหญ่กว่า ใบเป็นมันสีเขียวเข้ม หนาและแข็ง ดอกเป็นดอกช่อ สีขาวกลีบดอกใหย่กว่ามะลิวัลย์ กลีบดอกกว้างและมน ดอกชั้นเดียว ขนาดดอก 4-4.5 ซม. กลิ่นไม่หอม
          12. เครือไส้ไก่ เป็นไม้รอเลื้อย กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขน ใบเดี่ยว ปลายใบแหลม สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อดอกกลางบานก่อน กลีบดอกขาว ชั้นเดียวปลายกลีบแหลม
          13. อ้อยแสนสวย เป็นไม้เลื้อย กิ่งอ่อนสีม่วงแดง ไม่มีขน กิ่งแก่สีน้ำตาล ใบเดี่ยว ขนาดใหญ่ก้านใบสีม่วง ดอกออกเป็นช่อมี 8 ดอก ดอกกลางบานก่อน ก้านดอกยาว กลีบดอกขาว ชั้นเดียวปลายกลีบมน
          14. มะลิเขี้ยวงู (มะลิก้านยาว) เป็นไม้เลื้อย แตกกิ่งก้านมาก ไม่มีขน ใบออกเป็นช่อคล้ายใบแก้ว แต่บางกว่า ดอกออกเป็นช่อมี 3 ดอก ก้านดอกเป็นหลอดสีแดงอมม่วง กลีบดอกขาว กลิ่นหอมจัด นอกจากนี้ยังมีมะลิอื่น ๆ อีกเช่น มะลิฝรั่ง, มะลิเถื่อน ฯลฯ แต่มะลิที่นิยมปลูกเป็นการค้าในปัจจุบัน ได้แก่ มะลิลา มีชื่อวิทยาศาสตร์ Jasminum sambac และที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องของมะลิลา

Jasmine
มะลิลา

การขยายพันธุ์มะลิ
          การขยายพันธุ์ มะลิลาที่นิยมทำกันมากที่สุด คือ การปักชำ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายสะดวกและรวดเร็ว นิยมทำเป็นเชิงการค้าซึ่งมีวิธีการทำได้ ดังนี้

          1. วัสดุเพาะชำ ใช้ทรายผสมขี้เถ้าแกลบอัตราส่วน 1:1 บรรจุในตะกร้าพลาสติกที่เตรียมไว้ รดน้ำให้ชุ่ม
          2. การเตรียมกิ่งพันธุ์ กิ่งที่ใช้จะเป็นกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ตัดให้มีความยาวของกิ่งประมาณ 4 นิ้ว หรือมีข้ออย่างน้อย 3 ข้อ การตัดกิ่งควรจะตัดให้ชิดข้อ เหลือใบคู่บนสุด 1 คู่ ตัดใบออกให้เหลือเพียง ฝ ใบ เพื่อลดการคายน้ำ ถ้าต้องการเร่งรากควรใช้ฮอร์โมนช่วย โดยใช้ IBA (Indole Butyric Acid) และ NAA (Naphthalene Acetic Acid) ในอัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 4,500 ppm นำกิ่งมะลิไปจุ่มในฮอร์โมนที่เตรียมไว้
          3. การปักชำ นำกิ่งที่เตรียมไว้ ปักชำลงในภาชนะเพาะ ปักชำเรียงเป็นแถว แต่ละแถวห่างกัน 2 นิ้ว ระยะห่างระหว่างกิ่ง 2 นิ้ว รดน้ำ และยากันรา เช่น แคปแทนรักษาความชื้นให้สม่ำเสมอ ถ้าจะให้ดี ควรวางภาชนะไว้ในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ รวบปากถุงให้สูงนำไปผูกไว้กับกิ่งหรือท่อนไม้ เพื่อยึดปากถุงมิให้กดทับกิ่ง นำไปวางไว้ในที่ร่ม หรือร่มรำไร กิ่งปักชำจะออกรากภายใน 3 อาทิตย์ ในกรณีที่ต้องการขยายพันธุ์เป็นการค้า ให้ปักชำในกะบะปักชำที่สร้างไว้ในร่มวัสดุปักชำที่ใช้อาจเป็นขี้เถ้าแกลบ เพียงอย่างเดียว โดยใส่ลงในกะบะประมาณ 50 ซม. นำกิ่งปักชำแล้วคลุมด้วยพลาสติกให้มิดชิด ทิ้งไว้ 3 อาทิตย์ กิ่งมะลิ จะออกรากประมาณ 90% 
          4. หลังจากกิ่งปักชำออกรากแล้ว ให้นำไปเลี้ยงต่อในถุงขนาด 2 x 3 นิ้ว โดยใส่ดิน + ขุยมะพร้าว + ปุ๋ยคอก อัตรา 3:1:1 จนต้นมะลิแข็งแรงดี แล้วจึงนำไปปลูกต่อไป

การเตรียมดินและการดูแลรักษามะลิ
          การเตรียมดิน
          เนื่องจากมะลิชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูงและธาตุอาหารเพียงพอ การเตรียมดินควรไถพรวนแล้วใส่ปุ๋ยคอก ถ้าจะปลูกมะลิให้ได้ผลดี อายุยืนยาวควรจะขุดหลุมลึก กว้างและยาว ด้านละ 50 ซม. โดยใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตร ปรุงดินโดยใช้ดิน + ปุ๋ยคอก + และใบไม้ผุ อัตราส่วน 1:1:1 พร้อมกับเติมปุ๋ยสูตร 15-15-15 และ 0-46-0 (ซุปเปอร์ฟอสเฟต) อย่างละ 1 กำมือ คลุกเคล้าทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วใส่กลับลงไปในหลุมใหม่
          การดูแลรักษา
          1. การให้น้ำ มะลิต้องการน้ำพอสมควร หากดินยังแฉะอยู่ไม่ควรรดน้ำ ควรรอจนกว่าดินจะแห้งหมาด ๆ เสียก่อน ทั้งนี้อาจให้น้ำวันละครั้งหรือสองวันครั้งถึงอาทิตย์ละครั้งก็ได้โดยให้ใน ตอนเช้า แต่ระวังอย่าให้น้ำท่วมหรือขังอยู่ในแปลงนาน ๆ เพราะจะทำให้มะลิใบเหลือง แคระแกรน และตายได้
          2. การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15, 16-16-16 อัตราขึ้นอยู่กับขนาดของทรงพุ่มใส่เดือนละครั้ง โดยการหว่านและรดน้ำตามด้วย นอกจากนี้ยังใช้ปุ๋ยน้ำ เช่น ไบโฟลาน ผสมฉีดไปพร้อมกับสารเคมีด้วย แต่ไม่นิยมใช้ในฤดูหนาว

การตัดแต่งมะลิ
          มะลิหากปลูกไปนาน ๆ จะแตกกิ่งก้านสาขามากมายควรจะตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง รวมทั้งตัดกิ่งแห้งและตายออกด้วย จะช่วยให้มะลิมีโรคและแมลงรบกวนน้อยลง อายุยืนยาวขึ้น ให้ดอกดกมากขึ้นพร้อมจะช่วยให้เกษตรกรสะดวกในการปฏิบัติงานด้วย

การเก็บดอกมะลิ
          การเก็บดอก ดอกของมะลิที่จะเก็บขายได้ จะเก็บดอกที่อีก 1 วันจะบาน ดอกจะมีสีขาวเด่นชัดโดยปกติดอกกลางจะบานก่อนเก็บในช่วงเช้ามืดเวลาประมาณ 03.00 น.-06.00 น. แล้วจึงนำไปขายตลาดตอนเช้า

การกำจัดวัชพืชมะลิ
          นิยมใช้ยากรัมม็อกโซนฉีดตามร่องปลูกทุกเดือน โดยไม่ให้โดนต้นมะลิ

โรคแมลงและการป้องกันกำจัด 
          1. โรครากเน่า เกิดจากเชื้อรา เป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งซึ่งจะเกิดกับมะลิที่มีอายุมากกว่า 1 ปี อาการ มะลิจะเหลือง เหี่ยว และทิ้งใบ เมื่อขุดต้นดูพบว่า รากเน่าเปื่อยและที่โคนมีเส้นใยสีขาว การป้องกันกำจัด ต้นที่เป็นโรคให้ถอนต้นและดินในหลุมไปเผาไฟ แล้วใช้ปูนขาวหรือสารเคมีพวกเทอราคลอผสมน้ำราดลงดิน
          2. โรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อรา อาการ จะพบจุดสีน้ำตาลอ่อน บนใบขอบแผลเป็นสีน้ำตาลแก่เห็นเด่นชัด แผลจะขยายลุกลามออกไป และมีลักษณะเป็นวงซ้อนกัน เนื้อเยื่อของแผลแห้งกรอบตรงกลางแผลเวลาอากาศชื้น ๆ จะพบสปอร์เกิดเป็นหยดสีส้มอ่อน ๆ ขนาดแผลขยายใหญ่ไม่มีขอบเขตจำกัดจนดูเหมือนโรคใบแห้ง การป้องกันกำจัด ใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อราฉีดพ่น เช่น ดาโคนิล เบนเลท
          3. โรครากปม เกิดจากไส้เดือนฝอย การเกิดโรคนี้จะพบได้เฉพาะในบางพื้นที่เท่านั้น ต้นที่เป็นโรคนี้จะแสดงอาการเด่นชัดทางใบคือใบจะมีสีเหลืองด่าง ๆ ทั่วไปทั้งใบคล้ายกับการแสดงอาการขาดธาตุอาหารเนื่องจากไส้เดือนฝอยจะไปอุด ท่อน้ำท่ออาหารไว้เมื่อถอนต้นดูจะพบว่าที่รากมีปมเล็ก ๆ อยู่ทั่ว ๆ ไป ถ้าเฉือนปมนี้ดูจะพบถุงสีขาวเล็ก ๆ ขนาดเมล็ดผักกาดฝังอยู่ การป้องกันกำจัด ปลูกมะลิสลับกับพืชอื่น และใส่ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น และใช้สารเคมีป้องกันกำจัด เช่น ฟูราดาน ไวเดท
          4. หนอนเจาะดอก ลักษณะลำตัวสีเขียวขนาดเล็ก ปากหรือหัวดำ ระบาดมากในฤดูฝน โดยการ กัดกินดอกทำให้ดอกผิดรูปร่างไป เป็นแผล เป็นรู การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีป้องกันกำจัด เช่น แลนเนต โบลสตาร์ ฉีดพ่น
          5. หนอนกินใบ จะระบาดมากในฤดูฝน โดยจะพับใบมะลิเข้าด้วยกัน แล้วซ่อนตัวอยู่ในนั้น และจะกัดกินทำลายใบไปด้วย การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีประเภทโมโนโครโตฟอส เช่น อโซดริน อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 4-6 วัน เมื่อมีการระบาด
          6. หนอนเจาะลำต้น จะทำลายโดยการเจาะลำต้น ทำให้ต้นแห้งตาย อาการเริ่มแรกต้นจะมีใบเหลือง และหลุดร่วง ตรงบริเวณโคนต้นจะมีขุยไม้ที่เกิดจากการกัดกินของตัวหนอนกองอยู่เห็นได้ ชัดเจน การป้องกันกำจัด ถ้าพบต้องรีบทำลายโดยทันที โดยการถอนต้นมะลิและทำลายตัวหนอนเสีย
          7. เพลี้ยไฟ ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและดอก ทำให้ส่วนที่ถูกทำลาย หงิกงอ แคระแกรน เสียรูปทรง การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีฉีดพ่น เช่น พอสซ์ คูมูลัส


มะลิซ้อน

เทคนิกการบังคับมะลิออกดอกในฤดูหนาว
          เทคนิคการบังคับมะลิออกดอกในฤดูหนาว มีการปฏิบัติดังนี้

          1. การตัดแต่งกิ่ง มะลิ
          จะมีช่วงตั้งแต่เก็บดอกจนถึงตากิ่งเจริญให้ดอกใหม่อีกครั้งใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ เพราะฉะนั้นถ้าต้องการให้มะลิออกดอกในเดือนใดต้องนับย้อนหลังเวลาตัดแต่ง กิ่งถอยหลังไป 6 สัปดาห์ และเมื่อต้องการให้มะลิออกดอกในฤดูหนาว (มค.-กพ.) เวลาที่เหมาะสมในการตัดแต่งกิ่งคือ เดือน สิงหาคม-กันยายน วิธีการตัดแต่งทำดังนี้
             1.1 แบบที่เหลือกิ่งไว้กับต้นยาว โดยการตัดแต่งกิ่งออกเพียงเล็กน้อยให้เหลือกิ่งที่สมบูรณ์ไว้ วิธีนี้เหมาะกับมะลิที่มีอายุน้อย ๆ
             1.2 แบบที่เหลือกิ่งไว้กับต้นสั้น โดยการตัดแต่งให้เหลือเพียง 3-4 กิ่งแต่ละกิ่งสูงประมาณ 1-1.5 ฟุต วิธีนี้เหมาะกับมะลิที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไป

          2. การใส่ปุ่ย
          เมื่อตัดแต่งกิ่ง (สค.-กย.) แล้วต้องทำการให้น้ำและให้ปุ๋ยในเดือนกันยายนและตุลาคม โดยใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15, 16-16-16 อัตรา 30 กรัมต่อต้น และในเดือนพฤศจิกายน ฉีดพ่นด้วย ไทโอยูเรีย 1% อัตรา 200 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร มะลิจะเริ่มออกดอกหลังจากนี้ประมาณ 20 วัน และเก็บดอกต่อเนื่องไปอีก 1 เดือน

การเก็บ การรักษา และการปฏิบัติต่อเมล็ดไม้

คำนำ

ปัจจุบันเกษตรกรมีความสนใจในการปลูกต้นไม้ในไร่นาและการปลูกต้นไม้ในที่ดินสาธารณะของหมู่บ้านมากขึ้น ด้วยเหตุต่างๆ หลายประการ รวมถึง
• การทำลาย : ปัจจุบันหลายพื้นที่ขาดแคลนผลิตผลจากป่า เพื่อใช้ในครัวเรือน
• ความตระหนักว่า : ต้นไม้ช่วยให้เกิดความคงที่ของสภาพแวดล้อม และผลผลิตจากการเกษตรขนาดเล็ก
• ความต้องการ : การปลูกไม้โตเร็วเป็นการลงทุนที่ให้ผลกำไร ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
ข้อจำกัดที่สำคัญประการหนึ่งในการปรับปรุงการผลิตไม้ของการเกษตร และหมู่บ้าน คือ ความยากลำบากในการจัดหาเมล็ดไม้ที่มีคุณภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐ แต่ต้นไม้ที่มีอยู่ในหมู่บ้านหรือชุมชนแต่ละท้องถิ่นที่มีลักษณะดีก็สามารถที่จะให้เมล็ดที่มีคุณภาพดีแก่เกษตรกรผู้ต้องการปลูกไม้ได้ ด้วยความรู้เกี่ยวกับขบวนการง่ายๆ เกษตรกรสามรถจะเป็นผู้เชี่ยวชาญการเก็บเมล็ดไม้และการปลูกไม้ได้ นั้นคือสามารถที่จะปลูกไม้ชนิดต่างๆ ได้มากตามต้องการ ด้วยเทคนิคอย่างง่ายๆ ที่ผู้เก็บเมล็ดสามารดำเนินการ
• พัฒนาการปรับปรุงผลิตผลจากป่าไม้สำหรับหมู่บ้านและท้องถิ่น
• ปลูกต้นไม้เพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีค่า และ
• สามารถผลิตกล้าไม้ในจำนวนมาก เพื่อใช้ในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ถูกทำลาย

 

วิธีการเลือกแม่ไม้ที่ดี

แม่ไม้ที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้
1. มีลักษณะสมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลง
2. เติบโตเต็มที่
3. ให้ผลิตที่ตรงตามวัตถุประสงค์
4. เจริญเติบโตอยู่ในกลุ่มไม้ชนิดเดียวกันที่มีลักษณะแข็งแรง
ดังนั้น
• หากต้องการต้นไม้ลำต้นตรง เลือกแม่ไม้ที่มีลำต้นตรง
• ต้องการไม้ที่มีหลายลำต้น เพื่อเป็นอาหารสัตว์ เลือกแม่ไม้ที่มีหลายลำต้น
• ต้องการต้นไม้ที่ทนต่อความแห้งแล้งหรือน้ำท่วม เลือกแม่ไม้ลักษณะดีจากแหล่งที่แห้งแล้งหรือน้ำท่วม เป็นต้น
แม่ไม้เพื่อใช้ในการก่อสร้าง แม่ไม้ควรเจริญเติบโตเร็ว ลำต้นตรง มีกิ่งก้านน้อย และขนาดเล็ก
แม่ไม้เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ แม่ไม้ที่ดีควรมีลักษณะ
• เจริญเติบโตเร็ว
• มีกิ่งก้านสาขามาก
• มีหลายลำต้น
• ผลิตใบใหม่ได้รวดเร็ว ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวเป็นอาหารสัตว์

ข้อควรจำ : ต้นไม้ที่มีใบตลอดปี ย่อมผลิตอาหารสัตว์ได้มากกว่าต้นไม้ที่ไม่มีใบในช่วงเวลาของปี ปัจจัยสำคัญในการเลือกแม่ไม้เพื่อเป็นอาหารสัตว์ คือ
• ความสามารถในการผลิตใบอย่างรวดเร็วทันความต้องการของสัตว์เลี้ยงในท้องถิ่น
• ความสามารถในการฟื้นตัวเร็วหลังการเก็บเกี่ยว

แม่ไม้สำหรับไม้ผล
• เก็บเมล็ดจากต้นสายพันธุ์ท้องถิ่นซึ่งมีปริมาณความหวานดี ผลสมบูรณ์ได้ขนาดที่ตลาดต้องการ
• เป็นต้นที่แตกกิ่งก้านในระดับต่ำ ซึ่งจะทำให้เก็บผลจากกิ่งต่ำๆ ได้ง่าย
สำหรับไม้ผลสายพันธุ์ที่มีคุณภาพสูง ในปัจจุบันมักจะทาบกิ่งบนสายพันธุ์ท้องถิ่น หรือชนิดที่มีรากแข็งแรง เพื่อให้ได้ผลคุณภาพดี ควรปฏิบัติดังนี้
1. เพาะกล้าไม้จากแม่ไม้ที่ทนความแห้งแล้งและโรค
2. ทาบกิ่งสายพันธุ์คุณภาพสูงบนกล้าไม้ที่เพาะไว้ ซึ่งแข็งแรงและตั้งตัวดีแล้ว
3. พยายามหาต้นที่มีสายพันธุ์คุณภาพสูงในพื้นที่ใกล้เคียง หรืออาจซื้อกิ่งจากเรือนเพาะชำ

กำหนดเวลาการเก็บเมล็ด

เวลาที่เหมาะที่สุดในการเก็บเมล็ด คือ เวลาที่เมล็ดแก่เต็มที่ ต้นไม้ส่วนมากฝักจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อเมล็ดภายในแก่ ฝักจะเริ่มร่วงสู่พื้นดินเมื่อเมล็ดแก่จัด
อย่างไรก็ดี ไม้บางชนิดอาจต้องเก็บเมล็ดเมื่อฝักยังติดอยู่กับกิ่ง เช่น สนอินเดีย (Grevillea robusta) ซึ่งมีผลที่มีน้ำหนักเบามาก เมื่อผลปริออกบนต้นเมล็ดจะปลิวไปตามลม และในบางกรณีเมล็ดอาจแก่เกินไปหรือถูกแมลงกัดกินและงอกได้ไม่ดี ถ้าผลหรือฝักตกค้างอยู่บนต้นนานเกินไป เช่น สะเดา กระถิน เป็นต้น ในกรณีนี้จะต้องเก็บฝักหรือผลในขณะที่ยังอยู่บนต้น
เมล็ดไม้บางชนิด เช่น ไม้ในสกุลสะแก (Combretum) และ สมอ (Terminalia) จะมีสีน้ำตาลแม้ยังไม่แก่ ดังนั้นจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าเมล็ดนั้นแก่ดีแล้วก่อนการเก็บเมล็ด เมล็ดที่แก่มักจะมีสีน้ำตาล ถ้าเปลือกหุ้มเมล็ดปริแตกเมื่อสุก เมล็ดภายในมักมีสีน้ำตาลอ่อนและมีความชื้นเล็กน้อย ผลประเภทฝักส่วนมากจะปริแตกเมื่อเมล็ดแก่

   

วิธีการเก็บเมล็ด

1. การเก็บเมล็ดที่ร่วงหล่นตามธรรมชาติ
เป็นการเก็บเมล็ดที่ง่ายที่สุด เหมาะกับต้นไม้ที่มีผลขนาดใหญ่ ฝักใหญ่ และเมล็ดใหญ่ โดยมีขั้นตอนการเก็บเมล็ดดังนี้
• ทำความสะอาดพื้นดินใต้ต้นแม่ไม้ที่จะเก็บเมล็ด โดยการเก็บเอาใบไม้ กิ่งไม้ วัชพืชออกให้หมด หรือปูผ้าพลาสติก ผ้าใบ ให้เมล็ดร่วงลงบนผ้าที่ปูไว้
• ใช้คราดรวบรวมเมล็ดและเก็บทุกๆ วัน หรือ รวบผ้าพลาสติกหรือผ้าใบเพื่อเก็บเมล็ด ป้องกันการทำลายของแมลงและโรค ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากเมล็ดอยู่บนพื้นนานเกินไป
• ใช้ตะแกรงรอนเอาเมล็ดออกจากกิ่งไม้ที่ปะปนอยู่
ข้อเสียของการเก็บเมล็ดไม้จากพื้นดิน
• บางเมล็ดอาจร่วงสู่พื้นดินในขณะที่ยังไม่แก่
• มีโอกาสมากที่จะถูกแมลงและโรคทำลาย
• เมล็ดที่อยู่บนพื้นดินนาน มักสูญเสียความงอกหรือจะเริ่มงอกไป
2. การเขย่าต้น
ถ้าการร่วงหล่นของเมล็ดตามธรรมชาติมีช่วงเวลายาว การเขย่าต้นเพื่อให้เมล็ดร่วงลงสู่พื้นดินในเวลาเดียวกัน อาจเป็นประโยชน์มาก วิธีนี้ทำให้การเก็บเมล็ดง่ายขึ้น อย่างไรก็ดีในบางกรณีผลหรือฝักจะติดแน่กับกิ่งมาก และไม่ร่วงหล่นง่ายๆ แม้จะเขย่าต้น อาจต้องทำการเก็บด้วยวิธีอื่น
3. การริดกิ่งที่มีเมล็ด
เมื่อเมล็ดอยู่สูงมาก อาจใช้อุปกรณ์ที่มีด้ามยาวช่วยในการริดกิ่ง มีวิธีการดังนี้
1. เลือกกิ่งที่มีฝักลักษณะดีติดอยู่มาก
2. ปูผ้าบนพื้นดินในจุดที่คาดว่าฝักหรือเมล็ดบนกิ่งที่ถูกตัดจะร่วงลง
3. หากจำเป็นต้องริดกิ่งเป็นช่อง เพื่อให้กิ่งที่มีเมล็ดซึ่งถูกคัดมีโอกาสร่วงสู่ผ้าปูโดยไม่ค้างอยู่บนต้น
4. ตัดกิ่งที่มีเมล็ด เก็บฝัก นำเมล็ดออก
4. การเหวี่ยงเชือกที่มีน้ำหนักถ่วงปลายเพื่อทำให้กิ่งที่มีเมล็ดหัก
เป็นวิธีสุดท้ายที่ใช้ในกรณีที่กิ่งที่มีเมล็ดอยู่สูงจากพื้นดินมากๆ โดยไม่ต้องปีนต้น กิ่งที่อยู่สูงประมาณ 12 เมตร ใช้วิธีนี้ได้ต้องมีความชำนาญในการเหวี่ยงเชือกไปยังกิ่งที่เลือกและในตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมที่จะทำให้หักได้ง่าย วิธีการโดย
1. ผูกน้ำหนักที่ปลายเชือก
2. เหวี่ยงเชือกที่ถ่วงปลายไปบนกิ่งที่มีเมล็ด
3. หักกิ่งโดยการจับปลายเชือกทั้ง 2 ด้านแล้วดึงลง
5. การปีกต้นเพื่อเก็บเมล็ด

วิธีการเตรียมเมล็ดเพื่อการเก็บรักษา

โดยทั่วไปผู้เก็บเมล็ดมักมีเป้าหมายที่จะเพาะเมล็ดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แต่ในบางครั้งก็มีเหตุผลที่แตกต่างออกไป ทำให้ต้องมีการเก็บรักษาเมล็ดไม้ไว้ใช้ในอนาคต แต่ควรจำไว้ว่า เมล็ดที่เก็บไว้ยิ่งนานเท่าใด ก็ยิ่งสูญเสียความสามารถในการงอกไปมากเท่านั้น

1. การนำเมล็ดออก
ส่วนมากเมล็ดไม้ที่เก็บมามักจะอยู่ในผลไม้สุก ผลไม้แห้ง ภายในฝัก หรือเป็นเมล็ดเดี่ยวๆ วิธีการนำเมล็ดออกและการทำความสะอาด เมล็ดที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทของผลและเมล็ด การทำความสะอาดเมล็ดก่อนเก็บเป็นเรื่องง่าย ข้อสำคัญอยู่ที่การรักษาคุณภาพของเมล็ด การนำเมล็ดออก โดยทั่วไปมักต้องทำให้ผลนั้นแห้งก่อน แต่บางชนิดอาจต้องนำไปแช่น้ำก่อนเพื่อให้สามารถนำเมล็ดออกได้ง่าย
• เมล็ดแห้ง มาจากฝักที่ปริแตกตามธรรมชาติ
• เมล็ดเปียก มาจากผลหรือฝักที่มีเนื้อมาก ซึ่งแห้งและจะไม่ปริแตกตามธรรมชาติ
วิธีการนำเมล็ดออกจากผลแห้งและผลไม้ที่มีเนื้อมาก มีขั้นตอนดังนี้
ประเภทผลแห้ง (ฝักหรือผลของสน)
1. ตากแดดให้แห้งจนกระทั่งฝักปริแตก อาจวางฝักบนตะแกรงให้เมล็ดที่แตกออกร่วงลงด้านล่าง
2. ใช้เท้าย่ำหรือใช้ไม้ตีกระสอบใส่ฝัก เพื่อช่วยให้ฝักที่ของไม้ที่ฝักแตกยาก อาจมือแกะหรือใช้ครกตำ
3. ทำความสะอาดเมล็ด แช่น้ำ เก็บเมล็ดที่ลอยน้ำออกเนื่องจากเป็นเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ ผึ่งเมล็ดให้แห้ง
ประเภทผลที่มีเนื้อมาก
1. อย่าใช้เวลารอการนำเมล็ดออกนานเกินไปและไม่ควรกองผลรวมกันไว้ โดยไม่กระจายออก (ความร้อนและการหมักในกองจะทำลายเมล็ดหรือทำให้คุณภาพลดลง)
2. แช่ผลไว้ในน้ำจนกว่าเนื้อที่หุ้มผลนุ่ม (1-2 วัน)
3. บีบหรือถูด้วยมือเบาๆ เพื่อแยกเมล็ดออก
4. เก็บเมล็ดที่ลอยน้ำทิ้ง เทน้ำออก ล้างเมล็ดให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง
2. การทำให้เมล็ดแห้ง โดยการตากเมล็ดด้วยแสงแดด
1. กระจายเมล็ดบนพื้น วางผึ่งในที่ที่มีแสงแดดส่องถึงตลอดทั้งวัน นำเมล็ดเข้าร่มหากร้อนจัด
2. คนและกลับเมล็ดวันละ 4-5 ครั้ง เพื่อให้เมล็ดแห้งอย่างสม่ำเสมอ
3. ป้องกันการรบกวนจากศัตรูต่างๆ
การทำให้แห้งด้วยวิธีนี้อาจใช้ได้กับเมล็ดของไม้ผลหลายชนิด ยกเว้นเมล็ดของไม้ผล เงาะ ทุเรียน มังคุด มะม่วง ขนุน ยางพารา โกโก้ มะฮอกกานี เป็นต้น ซึ่งจะต้องผึ่งให้แห้งด้วยกระแสลม 1-2 วัน เท่านั้น ก่อนการเก็บหรือนำไปปลูกทันทีหลังจากนำเมล็ดออก

การเก็บเมล็ด

ภายใต้อุณหภูมิห้อง (เก็บในที่โล่ง) ความสามารถในการงอกของเมล็ดส่วนใหญ่จะลดลงครึ่งหนึ่งในเวลา 6 เดือน
• เมล็ดที่มีเปลือกหุ้มหนาแข็งจะรักษาคุณภาพไว้ได้นานกว่าเมล็ดที่มีเปลือกหุ้มบาง
• เพื่อปรับปรุงการเก็บรักษาเมล็ดจะต้องควบคุมความชื้นของเมล็ดและอุณหภูมิห้องที่เก็บให้ต่ำ
ขั้นตอนในการเก็บรักษาเมล็ด
1. เมล็ดไม้ใหญ่ที่แก่จัดลักษณะดีและผึ่งแห้งสนิทเท่านั้น
2. เก็บในที่อากาศแห้งและเย็น เพื่อรักษาความสามารถในการงอกให้ยาวนาน
3. เมล็ดไม้จะดูดความชื้นได้ง่าย เพื่อรักษาความแห้งควรเก็บเมล็ดในภาชนะปิดสนิท
4. ใส่สารดูดความชื้นประมาณ ? ของช่องว่างในภาชนะ
5. เขียนข้อมูลของเมล็ด วัน/เดือน/ปี ที่เก็บ สถานที่เก็บเมล็ด
6. หากเป็นไปได้ควรบันทึก % การงอกด้วย ทั้งนี้ควรทดลองเพาะเมล็ดก่อนหากขึ้น ข้อมูลนี้จะช่วยให้รู้ได้ว่าเมล็ดไม้ชนิดใดสูญเสียความสามารถในการงอกระหว่างการงอกถึงการปลูกมากน้อยเพียงใด
7. ป้องกันเมล็ดที่เก็บรักษาไว้จากการทำลายของแมลงและเชื้อราก่อนการเก็บเมล็ดในภาชนะ ผสมเมล็ดกับขี้เถ้าไม้แห้งๆ พ่นด้วยพงพริกไทยดำหรือสะเดา (เม็ดหรือใบ) หรือใช้สารสกัดจากสะเดา ถั่วลิสง ละหุ่ง หรือฝ้าย ในอัตราส่วนน้ำมัน 1 ช้อนชน/เมล็ดไม้หนัก 1 กิโลกรัม หรือใช้ลูกเหม็น 1-2 ลูกต่อเมล็ดหนัก 10 กิโลกรัม เป็นต้น
8. ป้องกันการรับกวนจากหนูและนกขณะเก็บรักษา
ข้อควรจำเมื่อเก็บเมล็ดไม้ในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท คือ
• อย่าเก็บเมล็ดที่ยังชื้นอยู่
• ใช้ภาชนะที่ปิดได้สนิทอากาศเข้าไม่ได้
• แน่ใจว่าภาชนะที่เก็บเมล็ดไม้สะอาด และเปิดภาชนะเก็บเมล็ดไม้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

พันธุ์ไม้บางชนิด เมล็ดไม่ทนต่อความแห้งหรือความเย็นจัด เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด มะม่วง ขนุน ยางพารา โกโก้ มะฮอกกานี สะเดา ซึ่งอาจเก็บไว้ได้หลายวัน ถึง 2-3 เดือน ภายในอุณหภูมิห้อง ดังนั้นเป็นการดีที่สุดหากจะปลูกเมล็ดไม้เหล่านี้โดยเร็ว หลังจากการเก็บ แต่ถ้าจำเป็นต้องเก็บรักษาควรปฏิบัติดังนี้
1. อย่าผึ่งเมล็ดไม้จะแห้งเกินไป ปล่อยให้มีความชื้นเหลืออยู่บ้าง นั้นคือผึ่งให้เปลือกหุ้มเมล็ดแห้ง
2. ผสมเมล็ดกับผงถ่านครึ่งต่อครึ่งหรือผสมกับพีทมอสหรือทราย
3. เก็บถุงเมล็ดไว้ในที่เย็น เปิดปากถุงวันละครึ่งชั่วโมง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้
  

การปฏิบัติต่อเมล็ดเพื่อกระตุ้นการงอก

เมล็ดไม้หลายชนิดมีเปลือกหุ้มเมล็ดที่แข็งและหนา ซึ่งน้ำและอากาศไม่สามารถซึมผ่านได้ ซึ่งป้องกันการงอกของเมล็ด การปฏิบัติอย่างง่ายๆ ควรมี
• การกระตุ้นการงอกของเมล็ด
• ประกันความรวดเร็วและลักษณะกล้าไม้ที่มีขนาดเดียวกันตั้งตัวได้
• ย่นระยะเวลาการเลี้ยงของเมล็ดไม้ ต่อการถูกทำลายจากแมลงและอุปสรรคอื่นๆ
วิธีการกระตุ้นการงอกของเมล็ด
1. การกระตุ้นด้วยน้ำก๊อก โดยการแช่เมล็ดในนำก๊อก 12-48 hr. (ขึ้นกับความหนาของเปลือกหุ้มเมล็ด)ถ้าเมล็ดได้ดูดซับน้ำ อาจต้องกระตุ้นด้วยวิธีการอื่น (เมล็ดที่ดูดซับน้ำจะบวม)
2. การกระตุ้นด้วยน้ำร้อน (อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส) ใช้น้ำ 10 ส่วน เมล็ดไม้ 1 ส่วน แช่เมล็ด 3-10 นาทีจนน้ำเย็น หากเมล็ดยังไม่บวมให้แช่ทิ้งไว้ตลอดคืน
3. การทำให้เกิดรอยแผล ตัดบางส่วนของเปลือกหุ้มเมล็ดออก